ภูมิประเทศและที่ตั้ง
สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
หรือเรียกสั้นๆ ว่าเยอรมันหรือเยอรมนี ตั้งอยู่ใจกลางทวีปยุโรป
ล้อมรอบด้วยประเทศเพื่อนบ้านถึง 9 ประเทศ คือเดนมาร์กอยู่ทางเหนือเนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม
ลักเซมเบิร์กและฝรั่งเศสอยู่ทางตะวันตกสวิตเซอร์แลนด์และออสเตรียอยู่ทางใต้สาธารณรัฐเชคและโปแลนด์อยู่ทางตะวันออก
นับเป็นประเทศยุโรปที่มีจำนวนเพื่อนบ้านมากที่สุดนับตั้งแต่มีการรวมประเทศในปี
ค.ศ. 1990 เยอรมันกลายเป็นประเทศสำคัญที่ไม่เพียงแต่เป็นตัวเชื่อมยุโรปตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกันแต่ยังเชื่อมประเทศทางตอนเหนือคือกลุ่มสแกนดิเนเวียกับกลุ่มประเทศทางตอนใต้ซึ่งอยู่ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอีกด้วยเนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปเยอรมันจึงเป็นเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างประเทศในยุโรปตอนกลางและยุโรปตะวันออกยิ่งกว่านั้นการที่มีที่ตั้งอยู่ใจกลางทวีปยุโรปยังทำให้เยอรมันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการท่องเที่ยวแถบนี้
เยอรมันมีพื้นที่ประมาณ 357,000 ตารางกิโลเมตร
พรมแดนทางตอนเหนือของประเทศติดกับฝั่งทะเลเหนือ(North
Sea) และทะเลบัลติค
ทางตอนใต้จรดเทือกเขาแอลป์ในบาวาเรียน
ระยะทางส่วนที่ยาวที่สุดจากเหนือจรดใต้ประมาณ 876 กิโลเมตร
จากตะวันตกไปตะวันออกประมาณ 640 กิโลเมตร ภูมิประเทศของเยอรมนีมีความหลากหลายมาก กล่าวคือประกอบด้วยทั้งแนวเขาสูงต่ำ
สลับกับที่ราบสูง ภูมิประเทศแบบภูเขา เนินเขา และทะเลสาบ
เสริมด้วยที่ราบลุ่มอันกว้างใหญ่ เยอรมนีตั้งแต่ตอนเหนือไปจนถึงตอนใต้
แบ่งออกเป็นห้าเขตภูมิประเทศใหญ่ ได้แก่ ที่ราบลุ่มตอนเหนือ
ซึ่งเต็มไปด้วย แถบเนินเขา พร้อมทั้งทุ่งหญ้าและท้องทุ่งอันมีสุมทุมพุ่มไม้ปกคลุม
รวมกับพื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปจนถึงแนวเทือกเขาตอนกลาง ตามแนวอ่าวที่ราบต่ำนี้
ประกอบด้วยอ่าวชายฝั่งรัฐนีเดอร์ไรน์ เวสท์ฟาเลน และซัคเซนเธือริงเรน
ถัดจากชายฝั่งออกไปในทะเลเหนือ คือหมู่เกาะจำนวนมากอาทิเช่น บอร์คุม นอร์เดร์ไนย์ ซิลท์
และเฮลโกลันด์ สำหรับชายฝั่งทะเลบอลติค มีหมู่เกาะรือเกน ฮิดเดนเซ และเฟมาร์น
ชายฝั่งทะเลบอลติคบางส่วน เป็นชายฝั่งพื้นราบเรียบ
แต่บางส่วนเป็นชายฝั่งมีหน้าผาสูงชัน
ระหว่างทะเลเหนือกับทะเลบอลติคเป็นพื้นที่เนินเขาขนาดเตี้ย
เรียกว่าสวิตเซอร์แลนด์แห่งรัฐโฮลชไตน์
ตอนเหนือและตอนใต้ของเยอรมนีแบ่งแยกออกจากกันด้วยแนวเทือกเขาตอนกลางโดยมีที่ราบลุ่มแม่น้ำไรน์ตอนกลางกับที่ราบต่ำในรัฐเฮสเซนเป็นแนวตามธรรมชาติเพื่อการคมนาคมระหว่างเหนือกับใต้ กลุ่มเทือกเขาตอนกลางประกอบด้วยภูเขาฮุนส์รึค ไอเฟล เทานุส และเวสเทอร์วัลด์ ส่วนตอนกลางของประเทศเยอรมันมีแนวเขาโดดเดี่ยวคือฮาร์ซถัดไปทางตะวันออกเป็นแนวเขาไบริเชวัลด์ฟิคเทลและแอร์ซ ป่าชวาซวัลด์ (ป่าดำ)ซเปสซาร์ทและชเวบิเชอัลป์ เรียงรายอยู่ตามชายที่ราบลุ่มของแม่น้ำไรน์ช่วงบนอันเป็นแกนกลางสำคัญที่สุดสำหรับการคมนาคมแนวเหนือใต้เพราะไหลผ่านหุบเขาอันคับแคบไปสู่เทือกเขาชีเฟอร์แถบไหล่เทือกเขาแอลป์ทางตอนใต้ของเยอรมนีเต็มไปด้วยเนินเขา และทะเลสาบขนาดใหญ่ทางใต้ อีกทั้งยังเสริมด้วยที่ราบอันมีกรวดหิน ตลอดจนพื้นที่เนินเขาในรัฐไบเอิร์นทางใต้ และที่ราบลุ่มแม่น้ำดานูบเอกลักษณ์ของภูมิประเทศแถบนี้คือบริเวณที่มีซากพืชพรรณอันกลายเป็นถ่านหิน พร้อมทั้งแนวเนินเขาทรงโค้งกับทะเลสาบ (คีมเซชตาร์นแบร์เกอร์เซ)เทือกเขาแอลป์ส่วนที่อยู่ในเยอรมนี ระหว่างทะเลสาบโซเดนเซกับเมืองแบร์ซเทสกาเดนนั้น เป็นเพียงบริเวณแคบ ๆ ในเทือกเขาดังกล่าวนี้เท่านั้นกล่าวคือเทือกเขาแอลป์ในอัลกอยแอลป์ในไบเอิร์นและแอลป์ในแบร์ชเทสกาเดนท่ามกลางโลกของขุนเขาเหล่านี้เต็มไปด้วยทะเลสาบที่วิจิตรงดงามดังเช่นทะเลสาบเคอนิกซ์-เซใกล้แบร์ชเทสกาเดน อีกทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวในความนิยม ได้แก่การ์มิช-พาร์เทนเคียร์เชน และมิทเทนวัลด์
ตอนเหนือและตอนใต้ของเยอรมนีแบ่งแยกออกจากกันด้วยแนวเทือกเขาตอนกลางโดยมีที่ราบลุ่มแม่น้ำไรน์ตอนกลางกับที่ราบต่ำในรัฐเฮสเซนเป็นแนวตามธรรมชาติเพื่อการคมนาคมระหว่างเหนือกับใต้ กลุ่มเทือกเขาตอนกลางประกอบด้วยภูเขาฮุนส์รึค ไอเฟล เทานุส และเวสเทอร์วัลด์ ส่วนตอนกลางของประเทศเยอรมันมีแนวเขาโดดเดี่ยวคือฮาร์ซถัดไปทางตะวันออกเป็นแนวเขาไบริเชวัลด์ฟิคเทลและแอร์ซ ป่าชวาซวัลด์ (ป่าดำ)ซเปสซาร์ทและชเวบิเชอัลป์ เรียงรายอยู่ตามชายที่ราบลุ่มของแม่น้ำไรน์ช่วงบนอันเป็นแกนกลางสำคัญที่สุดสำหรับการคมนาคมแนวเหนือใต้เพราะไหลผ่านหุบเขาอันคับแคบไปสู่เทือกเขาชีเฟอร์แถบไหล่เทือกเขาแอลป์ทางตอนใต้ของเยอรมนีเต็มไปด้วยเนินเขา และทะเลสาบขนาดใหญ่ทางใต้ อีกทั้งยังเสริมด้วยที่ราบอันมีกรวดหิน ตลอดจนพื้นที่เนินเขาในรัฐไบเอิร์นทางใต้ และที่ราบลุ่มแม่น้ำดานูบเอกลักษณ์ของภูมิประเทศแถบนี้คือบริเวณที่มีซากพืชพรรณอันกลายเป็นถ่านหิน พร้อมทั้งแนวเนินเขาทรงโค้งกับทะเลสาบ (คีมเซชตาร์นแบร์เกอร์เซ)เทือกเขาแอลป์ส่วนที่อยู่ในเยอรมนี ระหว่างทะเลสาบโซเดนเซกับเมืองแบร์ซเทสกาเดนนั้น เป็นเพียงบริเวณแคบ ๆ ในเทือกเขาดังกล่าวนี้เท่านั้นกล่าวคือเทือกเขาแอลป์ในอัลกอยแอลป์ในไบเอิร์นและแอลป์ในแบร์ชเทสกาเดนท่ามกลางโลกของขุนเขาเหล่านี้เต็มไปด้วยทะเลสาบที่วิจิตรงดงามดังเช่นทะเลสาบเคอนิกซ์-เซใกล้แบร์ชเทสกาเดน อีกทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวในความนิยม ได้แก่การ์มิช-พาร์เทนเคียร์เชน และมิทเทนวัลด์
ลักษณะภูมิอากาศและฤดูกาล
ลักษณะอากาศของเยอรมันเป็นแบบค่อนข้างไปทางหนาวเย็น มี 4 ฤดู คือ
ฤดูร้อน (มิถุนายน – สิงหาคม) อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 18 – 20 องศาเซลเซียส
แต่อาจจะสูงขึ้นถึง 30 องศา หรือสูงกว่า
ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – พฤศจิกายน) อากาศจะเย็นลงและมีฝน ใบไม้จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองบ้าง
สีแดงบ้างดูสวยงาม
ฤดูหนาว (ธันวาคม – กุมภาพันธ์) อุณหภูมิจะอยู่ระหว่าง 5 องศา ถึง ลบ 5 องศาเซลเซียส
โดยจะมีหิมะตกบ้าง
ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม – พฤษภาคม) อากาศจะอุ่นขึ้น ดอกไม้เริ่มบานและต้นไม้จะแตกใบอ่อน
นำความเขียวขจีกลับมาอีกครั้ง
เวลา
การแบ่งเวลาของเยอรมันเป็นแบบยุโรปตอนกลาง
ซึ่งเวลาจะช้ากว่าประเทศไทย 6 ชม.
ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม ส่วนในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนเมษายนถึงตุลาคม
เวลาจะช้ากว่าประเทศไทย 5 ชม.
ประชากร
เยอรมันมีประชากรประมาณ 82 ล้านคน
ซึ่งมากเป็นอันดับสองรองจากรัสเซีย ในจำนวนนี้ 7.3 ล้านคน เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานอพยพมาจากตุรกี
ยุโรปตอนใต้และยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มเข้ามาตั้งแต่ช่วงหลังค.ศ.1960ซึ่งนับมาถึงปัจจุบันก็เป็นรุ่นที่ 2 และ 3 แล้ว ชาวเยอรมันสืบเชื้อสายมาจากเผ่าพันธุ์เยอรมันดั้งเดิมหลายเผ่า เช่น
เผ่าซัคเซน และบาวาเรียน ซึ่งปัจจุบันเราจะไม่เห็นความแตกต่างนี้แล้ว
แต่ยังมีคนเยอรมันบางกลุ่มที่ยังรักษาขนบธรรมเนียมและพูดภาษาเผ่าดั้งเดิมของตน โดยใช้เป็นภาษาถิ่นต่างๆ
กันไป
การหลั่งไหลเข้ามาของชาวต่างชาติก่อให้เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรมในเยอรมันโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเมืองใหญ่ๆ
เยอรมันเป็นสังคมเปิด
กล่าวคือ ยอมรับผู้คนซึ่งอพยพเข้ามาหาที่หลบภัยและผู้อพยพหนีสงคราม
การให้มีการเปิดเสรีสำหรับผู้ใช้แรงงานการเป็นกลุ่ม ผู้นำต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการประกอบอาชีพและเลือกถิ่นที่อยู่ภายในสหภาพยุโรป
ธงชาติ
ธงชาติ
แบ่งออกเป็นแถบสี 3 สี คือ สีดำ สีแดง สีเหลือง มีประวัติความเป็นมาย้อนไปถึงสมัยจักรวรรดิโรมันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งหมายถึง นกอินทรีดำมี กรงเล็บสีแดง บนทุ่งนาสีทอง หรือหมายความอีกแบบคือ สีดำหมายถึง พลังอำนาจ สีแดงหมายถึง เลือด สีเหลืองหมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง
การปกครอง
เยอรมนีปกครองด้วยระบบสหพันธรัฐตั้งแต่ปี พ.ศ.2492
ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมนีถูกแบ่งเป็นเยอรมนีตะวันออกและเยอรมนีตะวันตก และมีการรวมประเทศในปี พ.ศ.2533
ปัจจุบันประกอบด้วย 16 รัฐ โดยมีรัฐบาลท้องถิ่นเป็นของตัวเอง และมีรับธรรมนูญของสหพันธ์หรือที่เรียกว่า
กฎหมายพื้นฐาน เป็นกฎหมายสูงสุด
ภาษาเยอรมันจัดเป็นกลุ่มหลักในภาษาอินโด-เจอร์มานิค
แต่จัดเป็นภาษาเจอร์มานิคในกลุ่มหลักอีกทีหนึ่ง
ดังนั้นจึงมีความสัมพันธ์กับภาษาเดนิช นอร์เวย์ สวีดิช ดัตช์ และเฟลมิช
รวมทั้งภาษาอังกฤษด้วย เมื่อตอนปลายสมัยกลางนั้น
มีภาษาเขียนตามท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก แต่หลังจากการเผยแพร่คัมภีร์ไบเบิลฉบับแปลของลูเธอร์อย่างกว้างขวางแล้วภาษาเขียนอันเป็นเอกภาพก็ค่อยปริวรรตน์ขึ้นภาษาเขียนดังกล่าวมีรากฐานส่วนใหญ่มาจากภาษาทางการของซัคเซน
(ไมส์เนอร์)
เยอรมนีมีภาษาถิ่นจำนวนมากฉะนั้นภาษาถิ่นและสำเนียงจึงบ่งบอกว่าแต่ละคนมาจากภูมิภาคใด
ด้วยเหตุนี้ถ้าชาวเมคเคลนบวร์กสนทนากับชาวไบเอิร์นด้วยภาษาท้องถิ่นของตนก็จะทำความเข้าใจกันด้วยความยากลำบากยิ่งทั้งนี้เนื่องจากในอดีตมีคนหลายเผ่าอาศัยอยู่ในอาณาบริเวณอันเป็นเยอรมนีปัจจุบัน
ซึ่งได้แก่ เผ่าฟรังค์ ซัคเซน ชวาเบน และไบเอิร์น
แม้ว่าทุกวันนี้เผ่าพันธุ์เก่าแก่เหล่านี้ จะไม่ปรากฏในรูปแบบดั้งเดิมแล้วก็ตามขนบธรรมเนียมและภาษาถิ่นของพวกเขาก็ยังคงดำรงอยู่ต่อไปในกลุ่มภูมิภาคต่าง
ๆ
ปัจจุบันภาษาเยอรมันเป็นภาษาแม่ในออสเตรีย
ลิคเทนชไตน์ ในส่วนใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ทิโรลตอนใต้ (อิตาลีทางเหนือ)
ชเลสวิกตอนเหนือ (เดนมาร์ค)และในบางบริเวณขนาดเล็กในเบลเยียมกับลักเซมเบิร์กตามแนวชายแดนเยอรมนีนอกจากนี้ยังมีชนกลุ่มน้อยดังเช่นชาวเยอรมันไนโปแลนด์
โรมาเนียและประเทศต่าง ๆ ในสหภาพโซเวียดเดิม ซึ่งคงอนุรักษ์ภาษาเยอรมันไว้
ภาษาเยอรมันเป็นภาษาแม่ของผู้คนมากกว่า 100 ล้านคน
หนังสือทุกเล่มที่สิบ ซึ่งเผยแพร่ในระดับโลก
เขียนเป็นภาษาเยอรมัน
ภาษาเยอรมันที่แบ่งตามพื้นที่
ภาษาเยอรมันมีคนนิยมพูดอย่างกว้างขวางในยุโรปมีประชากรราว 110 ล้านคนในยุโรปใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษาแม่
นอกจากในประเทศเยอรมนีเองแล้ว
ประเทศเพื่อนบ้านในบริเวณที่มีพรมแดนติดกันก็พูดภาษาเยอรมันด้วย ได้แก่ เบเนลัก
อิตาลี่ ฝรั่งเศส ลิคเตนสไตน์ และเดนมาร์ก นอกจากนี้ประเทศแถบยุโรปตะวันออก
ต่างก็พูดภาษาเยอรมันด้วย ได้แก่ สโลวีเนีย สโลวาเกีย โรมาเนียฮังการีโปแลนด์รัสเซียและสาธารณรัฐเชค
ในสหภาพยุโรปภาษาเยอรมันได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางเป็นอันดับที่สอง
( ทั้งผู้ที่พูดภาษาเยอรมันเป็นภาษาแม่และผู้ที่ใช้เป็นภาษาที่สอง ) ชาวยุโรปพูดภาษาเยอรมัน32%ในจำนวนนี้พูดเยอรมันเป็นภาษาแม่ 24% และอีก 8% พูดภาษาเยอรมันเป็นภาษาต่างประเทศ
ภาษาเยอรมันสมัยใหม่ เป็นกลุ่มของ Germanic languages ซึ่งเป็นคนที่พูดภาษาสแกนดิเนเวีย ดัช เฟรมิช และอังกฤษ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน ซึ่งใช้ภาษากลุ่มอินโด-ยุโรเปี้ยน
ภาษาเยอรมันมาตราฐาน เป็นสำเนียง Saxon ซึ่งใช้โดย Martin Luther ที่นำไปใช้แปลพระคำภีร์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 Martin Luther เป็นต้นแบบของภาษาเยอรมัน และตัวเขาเองก็มาจากย่าน Saxony และเป็นเพราะว่าสำเนียง Saxon นั้นได้รวมเอาสำเนียงการพูดแบบ Germanic ทั้งหมดเข้าด้วยกัน หลังจากนั้นภาษาเยอรมันในแบบSaxonนี้ก็เป็นต้นแบบในงานเขียนของนักเขียนเลื่องชื่อเช่นGoetheและSchiller และนักคิด เช่น Kant และ Nietzsche และนักดนตรี เช่น Mozart, Beethoven และ Bach ต่างก็ใช้ภาษาเยอรมันมาตราฐานนี้ทั้งสิ้น
ภาษาเยอรมันสมัยใหม่ เป็นกลุ่มของ Germanic languages ซึ่งเป็นคนที่พูดภาษาสแกนดิเนเวีย ดัช เฟรมิช และอังกฤษ ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน ซึ่งใช้ภาษากลุ่มอินโด-ยุโรเปี้ยน
ภาษาเยอรมันมาตราฐาน เป็นสำเนียง Saxon ซึ่งใช้โดย Martin Luther ที่นำไปใช้แปลพระคำภีร์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 Martin Luther เป็นต้นแบบของภาษาเยอรมัน และตัวเขาเองก็มาจากย่าน Saxony และเป็นเพราะว่าสำเนียง Saxon นั้นได้รวมเอาสำเนียงการพูดแบบ Germanic ทั้งหมดเข้าด้วยกัน หลังจากนั้นภาษาเยอรมันในแบบSaxonนี้ก็เป็นต้นแบบในงานเขียนของนักเขียนเลื่องชื่อเช่นGoetheและSchiller และนักคิด เช่น Kant และ Nietzsche และนักดนตรี เช่น Mozart, Beethoven และ Bach ต่างก็ใช้ภาษาเยอรมันมาตราฐานนี้ทั้งสิ้น
รัฐนี้ถือได้ว่าเป็นอันดับ 1 ในทวีปยุโรปทางด้านการใช้เทคโนโลยี, การจดลิขสิทธิ์
และมีชื่อเสียงอย่างมากในการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่าง ซึ่งสังเกตได้จากบริษัทต่าง
ๆที่ตั้งฐานการผลิตที่รัฐแห่งนี้ อาทิเช่น GottliebDaimler, CarlBenz
และ Robert Bosch
www.baden-wuerttemberg.de
เป็นรัฐที่มีชื่อเสียงทางด้านเบียร์
จนถึงได้ว่าเป็น “BeerState” นอกจากเบียร์แล้ว
รัฐนี้ยังผลิตไวน์ในแถบภูมิภาคFranconiaนอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆมากมายอาทิเช่น เทศกาลเบียร์ Oktoberfest, ปราสาทNeuschwansteinและแถบเทือกเขาแอลป์
เมืองหลวง : มิวนิค ( Munich )
www.bayern.de
เมืองหลวง : มิวนิค ( Munich )
www.bayern.de
เป็นเมืองหลวงของประเทศ
ตั้งแต่ปี 1990 เป็นศูนย์กลางทางการเมือง, วัฒนธรรม โดยมีเทศกาลหนังเบอร์ลิน ซึ่งรู้จักกันอยู่ทั่วโลก
อีกทั้งเบอร์ลินยังเป็นเมืองแห่งการศึกษา
เนื่องจากมีสถาบันอุดมศึกษามากที่สุดคือมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น 17 แห่งและวิทยาลัยศิลปะและดนตรีอีก
6 แห่ง
เมืองหลวง : เบอร์ลิน ( Berlin )
www.berlin.de
เมืองหลวง : เบอร์ลิน ( Berlin )
www.berlin.de
เป็นอีกหนึ่งรัฐที่มีความสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรป่าไม้อย่างมาก
มีอุทยานธรรมชาติหลายแห่ง
รวมทั้งเขตคุ้มคอรองภูมิทัศนและเขตคุ้มครองชีวภาพอาทิเช่นเอลป์ทาลเอาเอ,ป่าชเปรวัลด์นอกจากนี้รัฐบรันเดนบวร์กยังเป็นแหล่งการวิจัยที่สำคัญแห่งหนึ่งในเยอรมนี
เนื่องจากมีมหาวิทยาลัยทั้งในเมืองฟรังค์ฟวร์, เมืองคอทบุส
และพอทส์พัม วิทยาลัยเฉพาะด้าน 5 แห่ง
และศูนย์เทคโนโลยี 15 แห่ง
เมืองหลวง : พอสดาม ( Potsdam )
www.brandenburg.de
เมืองหลวง : พอสดาม ( Potsdam )
www.brandenburg.de
5. เบรเมน ( Bremen )
เป็นรัฐที่เล็กที่สุด
ใน 16 รัฐของประเทศเยอรมัน
เป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหาร โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงดังนี้
กาแฟ, ชอคโกแล็ต, แป้ง, ผลิตภัณฑ์จากนม, เครื่องเทศ เป็นต้น
นอกจากนี้ที่ศูนย์ยานอวกาศและการบินในเบรเมนยังมีการพัฒนาและก่อสร้างองค์ประกอบหลักๆสำหรับจรวด,ดาวเทียมและเครื่องบินแอร์บัส
เป็นเมืองใหญ่อันดับสองในเยอรมนี
และเมืองท่าออกทะเลที่สำคัญที่สุดของเยอรมนี
และเป็นศูนย์กลางการค้าต่างประเทศอีกด้วย
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าฮัมบวร์กจะเป็นเมืองอุตสาหกรรมใหญ่
แต่ยังนับได้ว่าเป็นเมืองที่รักษาธรรมชาติไว้ได้อีกเมืองหนึ่ง ทั้งนี้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั้งหมดที่เป็นเกษตรกรรม สวน อุทยาน และพื้นที่สีเขียว
และอีกร้อยละ 28 ยังเป็นเขตคุ้มครองภูมิทัศน์
และคุ้มครองธรรมชาติ นอกเหนือจากเขตคุ้มครองและอุทยานแล้วยังมีต้นไม้ริมถนนอีกกว่า240,000ต้นอีกด้วย สถานที่ท่องเที่ยวในฮัมบวร์กทั้งการชมทัศนียภาพอันงดงามริมแม่น้ำเอลเบกับแม่น้ำอัสส์เทอร์,ย่านเซนต์เพารีกับถนนเรเพอร์บานและโบสถ์มิเชล
เมืองหลวง : ฮัมบวร์ก ( Hamburg )
เมืองหลวง : ฮัมบวร์ก ( Hamburg )
7. เฮสเซน ( Hessen )
เป็นรัฐที่อยู่ตรงกลางของประเทศ
จึงมีทั้งการคมนาคมทางอากาศ, ทางรถไฟ, ทางบก และทางน้ำ ท่าอากาศยานไรน์ไมน์ในเมืองฟรั่งค์ฟวร์ทถือได้ว่าเป็นท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารมากที่สุดเป็นอันดับสองในบรรดาท่าอากาศยานของยุโรปทั้งหมดนอกจากนี้ยังมีเมืองมหาวิทยาลัยซึ่งตั้งอยู่ในภูมิทัศน์อันงดงามนั่นคือเมืองมาร์บวร์ก,เมืองกีเซนและเมืองเวทซ์ลาร์ลาร์
เมืองหลวง : วีส์บาเดน ( Wiesbaden )
เมืองหลวง : วีส์บาเดน ( Wiesbaden )
“ดินแดนหนึ่งพันทะเลสาบ”ประกอบด้วยชายฝั่งทะเลหลายรูปทรงทั้งเนินเตี้ยและที่ราบท้องทุ่งไร่นาเศรษฐกิจที่สำคัญของรัฐนี้คือการเกษตรกรรมอาทิเช่นธัญพืช,เมล็ดพืชให้น้ำมันและมันฝรั่งเนื่องจากร้อยละ 80 ของพื้นที่ทั้งหมดใช้ประโยชน์ทางด้านเกษตรกรรม
เมืองหลวง : ชเวริน ( Schwerin )
เมืองหลวง : ชเวริน ( Schwerin
เป็นรัฐใหญ่อันดับสองของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
เกษตรกรรมเป็นเศรษฐกิจหลักของรัฐนีเดอร์ซัคเซนแต่อย่างไรก็ตามรรัฐนี้ยังมีอุตสาหกรรมต่างๆโดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์โดยบริษัทโฟคส์วาเกน
(Volkswagen) ตั้งอยู่ในเมืองโวฟส์บวร์ก (Wolfsburg) บรษัทนี้จะมีมูลนิธิโฟคส์วาเกน
ซึ่งเป็นมูลนิธิเอกชนเยอรมันใหญ่ที่สุดนอกจากนี้นีเดอร์ซัคเซนยังมีมหาวิทยาลัยทั้งหมด11แห่งโดย 2 แห่งจะเป็นมหาวิทยาลัยศิลปกรรมและยังมีวิทยาลัยเฉพาะด้าน13 แห่ง สถาบันเพื่อการวิจัย 120 แห่ง
เมืองหลวง : ฮันโนเวอร์ ( Hanover )
เมืองหลวง : ฮันโนเวอร์ ( Hanover )
รัฐนี้ถือว่าเป็นรัฐที่มีประชากรหนาแน่นที่สุด
โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆอาทิเช่น โคโลญจน์ (Cologne), บอนน์
(Bonn) เป็นต้น รัฐนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีสภาวะแวดล้อม
ชั้นนำแห่งหนึ่งในยุโรป และยังเป็นรัฐแห่งธุรกิจประกันภัย,การเงิน และมหกรรมแสดงสินค้าตลอดจนสื่อต่าง ๆ ในรูปแบบบริษัทมากกว่า 600 แห่งและบริษัทซอฟท์แวดร์อีก 1300 แห่ง
เมืองหลวง : ดุสเซลดอร์ฟ ( Düsseldorf )
เมืองหลวง : ดุสเซลดอร์ฟ ( Düsseldorf )
รัฐนี้จะมีที่ราบลุ่มของแม่น้ำไรน์ระหว่างเมืองบิงเงน
(Bingen) และเมืองบอนน์ (Bonn) ซึ่งเป็นดินแดนที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงามและมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มากมายนอกจากนี้ในแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำโมเซลยังเต็มไปด้วยไร่องุ่นสำหรับทำไวน์อย่างมากมาย นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของบริษัทเคมีขนาดใหญ่ BASF ซึ่งเป็นโรงงานเคมีที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และยังมีมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น 4 แห่งและวิทยาลัยเฉพาะด้าน 10 แห่งซึ่งปัจจุบันมีการขยายวิทยาลัยเฉพาะด้านมากกว่าเนื่องจากตอบโจทย์สำหรับการเรียนเพื่อไปทำงานได้อย่างดี
เมืองหลวง : ไมน์ซ ( Mainz )
เมืองหลวง : ไมน์ซ ( Mainz )
เป็นแหล่งอุตสาหกรรมแก้วกับเซรามิค
รวมถึงการผลิตเครื่องจักรกล และอุตสาหกรรมอื่น ๆ
นอกจากนี้รัฐซาร์ลันด์ยังส่งเสริมโครงการวิจัยอันสำคัญโดยเฉพาะ
สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศกับการสื่อสารการวิจัยวัสดุศาสตร์, วิศวกรรมไฟฟ้า, เทคโนโลยีการผลิต
และวิศวกรรมการแพทย์
เมืองหลวง : ซาร์บรุ๊คเค่น ( Saarbrücken )
เมืองหลวง : ซาร์บรุ๊คเค่น ( Saarbrücken )
อยู่ทางฝั่งเยอรมันตะวันออกและเป็นแหล่งอุตสาหกรรมมาตั้งแต่ในอดีตแต่เกิดเหตุการณ์ต่างๆและจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเยอรมนีทำให้ปัจจุบันรัฐซัคเซนมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในระดับชนชั้นมากขึ้นนอกจากนี้ปัจจุบันรัฐซัคเซนเป็นรํฐทางฝั่งตะวันออกที่มีโครงสร้างมหาวิทยาลัยที่หลากหลายที่สุดโดยสาขาที่เป็นที่นิยมและโดดเด่นที่สุดของรัฐคือสาขาวิทศวกรรมและวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้รัฐซัคเซนยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นประวัติศาสตร์ทั้งพระราชวังโมทรทซ์บวร์กราแมนเอา,พระราชวังกลางน้ำคลัพเฟนบัค,สวนแห่งไฮเดเนา-โกรสเซคลิทซ์และสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆอีกมากมาย
เมืองหลวง : เดรสเด่น ( Dresden
)
เมืองหลวง : เดรสเด่น ( Dresden
เป็นรัฐที่มีการผสมผสารทั้งการทำไร่องุ่นในแถบริมแม่น้ำซาเลกับอุนชทรุท,การทำกสิกรรมตามที่ราบมักเดบวร์และไหล่เทือกเขาฮาร์ซและการทำอุตสาหกรรมโดยส่วนใหญ่แล้วการทำอุตสาหกรรมที่นี่จะเป็นการลงทุนจากต่างประเทศมากกว่าทั้งทางด้านเคมี,อาหารและยานยนต์อย่างไรก็ตามที่นี่ยังมีมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ถึง 300 ปีตั้งอยู่นั่นคือมหาวิทยาลัยฮัลเล-วิทเทนเบอร์กและยังมีมหาวิทยาลัยที่ได้รับการสถาปนาล่าสุดนั่นคือมหาวิทยาลัยออทโท-ฟอนกือริเค
เมืองหลวง : มากเดบวร์ก ( Magdeburg )
เมืองหลวง : มากเดบวร์ก ( Magdeburg )
15. ชเลสวิก-โฮลชไตน์ ( Schleswig-Holstein )
16. เธอริงเงน ( Thueringen )
เป็นรัฐเดียวในสาธารณรัฐเยอรมนีที่มีทะเลขนาบทั้ง 2 ข้างนั่นคือทะเลเหนือกับทะเลบอลติก มีประชากรเบาบาง
พิพิธภัณฑ์ในรัฐแห่งนี้มีชื่อเสียงระดับประเทศได้แก่พิพิธภัณฑ์พระราชวังกอททอร์ฟและพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งมอลฟ์เซ
เมืองหลวง : คีล ( Kiel )
เมืองหลวง : คีล ( Kiel )
มีสภาพภูมิศาสตร์เป็นป่าไม้และหุบเขาตั้งอยู่ใจกลางประเทศเยอรมนี ครึ่งหนึ่งของพื้นที่ในรัฐนี้ใช้เพื่อประโยชน์ทางเกษตรกรรมมีการเพาะปลูกธัญพืช,ต้นเรฟ,มันฝรั่งและหัวบีทรูทนอกจากนี้ยังถือได้ว่ารัฐแห่งนี้มีการส่งเสริมวิชาการที่เข็มแข็ง
ซึ่งมีสถาบันการศึกษาที่เป็นมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น 4 แห่ง และอีกหลายแห่งของวิทยาลัยเฉพาะด้าน ตลอดจนสถาบันวิจัย 50 แห่ง และศูนย์เทคโนโลยี 20 แห่ง
ไม่เพียงแต่ทางด้านวิชาการทั้งหลักฐานทางด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อาทิเช่น ปราสาท,พระราชวัง,พิพิธภัณฑ์, โรงละคร
และหอศิลป์ต่าง ๆ ซึ่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมอย่างมากในรัฐแห่งนี้
เมืองหลวง : แอร์ฟวร์ท ( Erfurt )
ประเพณีและวัฒนธรรม
เมืองหลวง : แอร์ฟวร์ท ( Erfurt
ประเพณีและวัฒนธรรม
เทศกาลอีสเตอร์ (Easter) หรือที่ชาว เยอรมันเรียกว่า โอสแตร์น (Ostern) เป็นเทศกาลหนึ่งที่สำคัญที่สุดในคริสต์ศาสนาและสำหรับประเทศเยอรมันก็เป็นเทศกาลที่มีวันหยุดราชการหลายวันติดต่อกันจะเริ่มตั้งแต่วันศุกร์
(Karfreitag) คือวันที่ พระเยซู สิ้นพระชนม์ เพราะถูกตรึงด้วยไม้กางเขนถึงวันอาทิตย์ (Ostersonntag) คือวันที่ พระเยซู
ฟื้นขึ้นมา และ วันจันทร์ (Ostermontag) ซึ่งเป็นวัน ฉลองการกลับมา ของ พระเยซู
อีกหนึ่งวันเทศกาลโอสแตร์นนี้จะนับทางจันทรคติคือจะเป็นวันอาทิตย์ วันแรก
หลังวันพระจันทร์ เต็มดวงและหลังวันที่ กลางวันและกลางคืน ยาวเท่ากัน
ซึ่งวันที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันนี้ก็คือวันที่ 21มีนาคมนับเป็นวันเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิในประเทศเยอรมันอีกด้วย ในเทศกาลนี้ชาวเยอรมันก็จะตบแต่งบ้านเรือนและสวนเพื่อเป็นการต้อนรับ
การกลับมาของพระเยซูและรวมไปถึงความดีใจที่ธรรมชาติได้ฟื้นกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งสัญลักษณ์ที่สำคัญของเทศกาลนี้คือไข่และกระต่ายซึ่งก็จะถูกนำมาประดับประดาตามที่ต่างๆไข่มีความหมายมาแต่โบราณในหลายเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นสัญลักษณ์การกำเนิดของชีวิตส่วนกระต่ายมีความหมายในทางอุดมสมบูรณ์การแผ่ขยายเผ่าพันธุ์ซึ่งความจริงแล้วไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์
แต่อย่างใด แต่ก็ปฏิบัติกันมา เช่นเดียวกับ
ต้นสนก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเกิดของพระเยซูแต่ก็ถูกนำมาประดับประดาอย่างสวยงามในเทศกาลคริสต์มาส ในเทศกาลนี้ตามร้านค้าต่างๆ
ก็จะมีช็อคโกแลตที่ทำเป็นรูปไข่หรือกระต่ายขายรวมไปถึงไข่ที่ระบายด้วย
สีต่างๆที่โรงเรียนอนุบาลหรือที่บ้านก็จะมีกิจกรรมระบายสีไข่กับเด็กๆกัน
เพื่อนำมาตกแต่งบ้านเมื่อถึงวันอาทิตย์
คือวันที่พระเยซูฟื้นกลับมาชาวเยอรมันที่เคร่งศาสนาก็จะไปเข้าโบสถ์กัน
หลังจากนั้นก็จะมีการรับประทานอาหารเลี้ยงฉลองและสำหรับเด็กเล็กๆในวันนี้ก็จะมีการหาไข่ (Ostereier suchen) กันอย่างสนุกสนาน ซึ่งก็จะเป็น ไข่ต้มหลากสีหรือไข่ ช็อคโกแลตที่พ่อแม่
ได้ซ่อนไว้ก่อนแล้วตามที่ต่าง ๆ
เทศกาลเบียร์
(Oktoberfest)
เยอรมันได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ผลิตเบียร์และผู้คนนิยมดื่มเบียร์เป็นอันดับ 1 ของโลก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่ประเทศนี้จะมี เทศกาลเบียร์ หรือ Oktoberfest ที่ชาวเยอรมันจะเรียกว่า Wiesn โดยจะจัดขึ้นเป็นเวลา 2 สัปดาห์ จะจัดขึ้นทุกปี ช่วงปลายเดือน ก.ย. – ต้นเดือน ต.ค. ของทุกปี (ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 ก.ย. ถึง 6 ต.ค. 2013) ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลั่งไหลกันมาเที่ยวเทศกาลนี้ในแต่ละปีถึงประมาณ 2 ล้านคน ณ สถานที่จัดงานที่ Theresienwiese (Field [or
meadow] of Therese) ในเมืองมิวนิคภายในงานมีการจำหน่ายเบียร์หลากหลายยี่ห้อ
มีการออกร้านต่าง ๆ ที่น่าสนใจ มี ดนตรี การแสดงต่างๆมีของที่ระลึกจำหน่าย
มีขบวนแห่ต่าง ๆ มากมาย สาเหตุที่เลือกจัดเทศกาลเบียร์ตอนช่วงฤดูนี้เพราะว่าเป็นช่วงที่ผลผลิตทางการเกษตรของเยอรมันเริ่มเหมาะที่จะวางจำหน่ายมีผลผลิตต่างๆมากมายคล้ายกับเป็นการเฉลิมฉลองหลังการเก็บเกี่ยวนั่นเอง
ความน่าสนใจของเทศกาลนี้นอกจากมีเบียร์หลากหลายยี่ห้อแล้วความสนุกสนานในการสังสรรค์ก็เป็นส่วนหนึ่ง
เพราะ จะมีขบวนแห่ประดับประดารถม้า ไปรอบ ๆ ตัวเมืองและ
นอกจากจะมีเบียร์ที่ขายอยู่ตามปรกติทั่วๆไปแล้วยังมีเบียร์ที่มีความเข้มข้นเป็นพิเศษหรือจะเรียกว่าเป็นเบียร์โบราณมาจำหน่ายในงานด้วย
ภายในงานจะมีเต็นท์สำหรับโรงเบียร์ต่างๆ
มาออกร้าน โดยจะมีเต็นท์หลักประมาณ 13-15 เต็นท์
และ เต็นท์เล็กอีกประมาณ 13 เต็นท์ แต่ โรงเบียร์ที่มาจำหน่ายในงานนี้จะเน้นไปที่โรงเบียร์ที่อยู่บริเวณรอบๆเมืองมิวนิคที่จะสามารถจะจำหน่ายในเต็นท์ใหญ่ๆได้งานเทศกาลเบียร์จะเริ่มตั้งแต่ประมาณ10.00น.-22.30น.สำหรับเบียร์ที่จำหน่ายในงานนั้นจะมีปริมาณแอกอฮอล์ประมาณ 6%-7% เสิร์ฟในลักษณะเหยือกละ 1ลิตร หรือ ½ ลิตรราคาจะอยู่ที่ประมาณ 9-9.5 ยูโรต่อลิตร
ประวัติของเทศกาลเบียร์นี้เดิมที่เริ่มมีขึ้นเมื่อ
จัดขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 1810 เพื่อเป็นที่ระลึกในพิธีอภิเษกสมรสของ Crown Prince Ludwig
(later King Ludwig I) กับ Princess Therese of
Saxe-Hildburghausen (namesake of the Theresienwiese festival grounds) มีการจัดแข่งม้า (งานอภิเษกสมรสจัดขึ้นในวันที่ 12 ตุลาคม การแข่งม้าจัดขึ้นในวันที่ 17 ตุลาคม)
ขบวนแห่จัดขึ้นครั้งแรก เมื่อปี 1887 โดยมีเจ้าเมืองมิวนิคสมัยนั้นมาร่วมขบวนอยู่ในรถม้าด้วย
นอกจากนี้ก็มีเจ้าของโรงเบียร์และครอบครัวมาร่วมขบวนแห่นี้ด้วยและมีการจัดอย่างต่อเนื่องและกลายมาเป็นเทศกาลที่นักท่องเที่ยวนิยมไปกันจนติดอันดับโลก
เทศกาลคาร์นิวาลเยอรมัน (Carnival
craziness )
ขบวนพาเหรดความสนุกสนานและคนที่มาเที่ยวชมงานทำให้การสิ้นสุดของเทศกาลนี้ในประเทศเยอรมันเป็นไปอย่างชื่นมื่นแสงแดดในฤดูนี้นำผู้คนกว่า1.5 ล้านคนจากเมืองโคโลญจน์ทางตะวันตกของเยอรมัน
มาเฉลิมฉลองงานเทศกาลคาร์นิวาลประจำปี ด้วยการมีขบวนพาเหรด วงดนตรี ตัวตลก และมีขนมหวานเป็นตันๆมาแจกให้กับผู้คนฟรีรูปปั้นขนาดเท่าของจริงในขบวนพาเหรดบางขบวนในจำนวน 150 ขบวนแสดงถึงเหตุการณ์ต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
มีขวนที่ล้อเลียนการต่อสู้ระหว่างผู้นำของลิเบีย นาย กัดดาฟี
และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเยอรมัน นาย Karl-Theodor zu Guttenberg ผู้ซึ่งได้ลาออกจากตำแหน่งไปเมื่อเร็วๆนี้ ท่ามกลางข่าวอื้อฉาว ขบวนแห่ที่ล้อเลียนกัดดาฟี แสดงเรื่องราวของคนราว 200 คนที่กำลังรื้อบ้านของจอมเผด็จการด้วยฆ้อนและเลื่อย
ส่วนประเทศทางด้านอัฟริกาเหนือก็มีเรื่องของการลุกฮิอขึ้นต่อต้านกัดดาฟีที่ดำเนินมาเป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์แล้วขบวนพาเหรดในเมืองใกล้กันเช่นที่เมืองดุสเซนดอร์ฟแม้จะมีขนาดของงานที่เล็กกว่าก็ไม่น้อยหน้ามีเรื่องราวล้อเลียนความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างสหภาพยุโรปกับกัดดาฟีโดยโชว์ภาพของทวีปยุโรปกำลังถือถุงบรรจุเงินยูโรและคุกเข่าต่อหน้านายกัดดาฟีที่กำลังถือถังบรรจุน้ำมันไว้ข้างหลัง งานเทศกาล Rosenmontag
festival ที่เมืองโคโลญจน์
นับเป็นสุดยอดของเทศกาลคาร์นิวาลในเยอรมันเลยทีเดียวขบวนแห่ที่อยู่ในเมืองได้มีการแจกช๊อกโกแลตราว300ตันดอกกุหลาบและสิ่งของเครื่องประดับเล็กๆน้อยๆให้กับผู้มาเชียร์และชมงานรวมถึงนักแสดงฟรีทุกปีความสนุกสนานและการเฉลิมฉลองนี้ได้รับการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ไปยังบางพื้นที่ของเยอรมันที่ไม่มีการเฉลิมฉลองเทศกาลนี้
สถานที่ท่องเที่ยว
เดินทางลัดเลาะไปตามเส้นทางไหล่เขาสู่สะพานควีนแมรี่ซึ่งเป็นจุดชมวิวปราสาทที่ดีที่สุดชมความสวยงามของป่าไม้
และบ้านพักสไตล ์ชาเล่ย์ ที่ประดับประดาไป ด้วยดอกไม้หลากหลายสี
ชมทิวทัศน์อันงดงามของตัว ปราสาทท ที่โดดเด่น มีทะเลสาบและธาร น้ำล้อมรอบ
ภายในตัวปราสาทที่ตกแต่งไว้อย่างอลังการ ปราสาทนี้สร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 18–19รัชสมัยของพระเจ้าลุดวิกที่ 2ตามจินตนาการ
ของคีตกวีชาวเยอรมนี ริชาร์ดวากเนอร์ พระสหายคู่ พระทัย ชม ห้องทรงงาน, ห้องบรรทม,ห้องฮอลล์ที่ใช้ในการแสดงโอเปร่าและคอนเสิร์ต รับฟังเรื่องราวอันน่าสลดใจ
ของผู้ที่ สร้างปราสาทแห่งนี้
2.
ตลาดวิคทัวเลียน ( Viktualienmarkt )
ถูกค้นพบในปี 1807 เป็นตลาดผักและผลไม้สดกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของเมือง
ที่ที่เหมาะอย่างยิ่งที่จะมาซื้อและหาของกิน ตั้งแต่ผักสด ๆ
จากฟาร์มไปจนถึงผลไม้นำเข้า รวมถึงแผงลอยที่ขายอาหารทานเล่น เช่น ชีส ฮอตด็อก
หรือไส้กรอกอีกนับไม่ถ้วนViktualienmarket เปิดวันจันทร์-ศุกร์
ตั้งแต่ 7.00-20.00 น. วันเสาร์ 7.00-16.00 น. ปิดวันอาทิตย์
รถไฟฟ้าใต้ดินสาย U-Bahn และรถไฟ S-Bahn ลงที่สถานีมาเรียนพลาตซ์
4.
ประตูบรานเดนบวร์ก ( Brandenburger Tor/Brandenburg Gate )
เป็นสัญลักษณ์ของกรุงเบอร์ลินเพราะเป็นประตูเมืองเก่าได้รับการก่อสร้างระหว่าง
ค.ศ.1788-91 ตามศิลปะแบบโรมัน โดยฝีมือ C.G.Langhans ตั้งอยู่ที่ Pariser Platz และถนน Unter den Linden สถานที่แห่งนี้ถือเป็นเครื่องหมายแห่งความสงบสุข
และมีความสำคัญโดยเป็นจุดแบ่งกรุงเบอร์ลินออกเป็นสองส่วนคือตะวันออกและตะวันตกด้านบนมีรูปปั้นชื่อQuadrigaสูง5เมตรมีราชินีแห่งชัยชนะ ( Siegesgoettin Viktoria ) ควบขับรถเทียมม้า 4 ตัว มุ่งหน้าไปทางฝั่งตะวันออกของเบอร์ลินในมือถืออิสริยาภรณ์กางเขนเหล็กกับพวงมาลัยใบมะกอกและนกอินทรีซึ่งเป็นสัตว์ที่แสดงอำนาจของยุคปรัสเซียร์ ( Preussen/Prussia )
5.
มหาวิหารโคโลญจน์ ( Cologne Cathedral หรือ Kolner Dom )
สร้างสำเร็จพร้อมกับมีพีธีวางหลักหินบันทึกข้อมูลการก่อสร้าง (
foundation stone ) โดยเริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1791แต่มีปัญหาให้ต้องหยุดพักการก่อสร้างไปบ้าง
จึงต้องใช้เวลากว่าหกร้อยปีจึงสร้างเสร็จสมบูรณ์
มหาวิหารโคโลญจน์เป็นศาสนสถานของคริสต์ศาสนาโรมันคาทอลิก
นับเป็นวิหารที่ใหญ่และสูงที่สุดในโลกในสมัยนั้น(แม้ปัจจุบันก็ยังติดอันดับ3ของโลก)ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโกธิกเป็นหอคอยแฝดสูง 157เมตร กว้าง 86 เมตร ยาว 144 เมตร สร้างเพื่ออุทิศให้ นักบุญปีเตอร์( Saint Peter ) และ พระแม่มารี ( Blessed Virgin Mary ) ปัจจุบันมหาวิหารโคโลญจน์นับจุดหมายสำคัญของเมืองโคโลญจน์และประเทศเยอรมนีและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกในปี 1996
6.ปราสาทไฮเดลเบิร์กและสะพานเมือง
( Heidelburg castle and Old Town Bridge
) ปราสาทไฮเดลเบิร์ก บางส่วนถูกทำลายไปบ้าง แต่ปราสาทแห่งนี้ยังคงความขลัง
ตามแบบฉบับปราสาทสไตล์ยุโรป ซึ่งที่นี่เป็น 1 ใน landmark ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเยอรมัน
แต่ก่อนถูกสร้างให้เป็นป้อมปราการ (ประมาณ ค.ศ. 1300) ต่อมาปราสาทแห่งนี้ได้กลายเป็นปราสาทที่พำนักของพระเจ้าฟรีดิช Freidrich อย่าลืมที่จะเยี่ยมชม
ที่ผิงไฟสไตล์ Renaissance ที่สวยงามในส่วนปีก Ruprecht, โบสถ์ประจำปราสาท, สวน Hortus Palarnnus (สวนแห่งนี้ไม่เคยสร้างเสร็จ
แต่ก็เคยถูกจัดให้เป็น 1 ใน 8 มหัศจรรย์ของโลกมาแล้ว) ส่วนนอกปราสาทไปไม่ไกลก็มีสะพานประจำเมือง
ที่สวยงาม เก่าแก่และมีวิวสวยๆ เหมาะให้ไปเดินเล่น ดูวิว พักผ่อน
10 อาหารประจำชาติเยอรมัน
1. Brez’n
ในอังกฤษจะเรียกอาหารชิ้นนี้ว่า
Pretzel แต่แท้จริงแล้วอาหารจานนี้มีชื่อเยอรมันว่า Brez’n
มีต้นกำเนิดจากทางตอนใต้ของแคว้นบาวาเรีย มีความสดใหม่และอ่อนนุ่ม
นอกจากนั้นยังขายคู่กับเนย ซึ่งทำให้กลายเป็น Butterbrez’n
2. Würste
Würste
หรือไส้กรอกของเยอรมัน เป็นที่นิยมอย่างมาก โดยทางเยอรมันตอนเหนือ
เช่น เบอร์ลิน นิยมทาน Currywurst (ไส้กรอกที่มีผงกระหรี่อยู่ด้านบน)
ในขณะที่ทางตอนใต้หรือบาวาเรียนิยมทาน Weisswurst หรือไส้กรอกขาว
แล้วทานพร้อมกับมัสตาร์ดหวาน หรือ Süßem Senf อีกหนึ่งไส้กรอกที่นิยมในบาวาเรียคือ
Wollwurst หรือไส้กรอกที่ทำจากเนื้อลูกวันและเนื้อหมู
ในขณะที่เมือง Thüringen และ Nürnberg นิยม
Rostbratwurst mit Sauerkraut ซึ่งคือไส้กรอกย่างกับกะหล่ำปลีดอง
3. Schweinebraten
เมนูที่คนชอบทานเนื้อห้ามพลาด
ในขณะที่ไส้กรอกนั้นเหมาะที่จะทานตามตลาด แต่ถ้าคุณไปตามร้านอาหาร คุณจะต้องสั่ง Schweinebraten
คำว่า Schwein เป็นภาษาเยอรมันแปลว่า หมู
ดังนั้น Schweinebraten คือหมูย่าง
จะยอดเยี่ยมมากถ้าเป็นเนื้อส่วนไล่ โดยปกติจะถูกเสิร์ฟพร้อซอสกับมันฝรั่ง Knödel
4. Brathend’l
ถัดจากหมูก็คือเมนูไก่
Brathend’l คือไก่ย่างแบบเยอรมัน ดั้งเดิม Brathend’l
นิยมบริโภคในวันอาทิตย์หรือตามเทศกาล แต่เมื่อเวลาผ่านไป
ไก่ย่างจานนี้ก็ถูกนำมาขายตามลานเบียร์ทั่วไปในทุกโอกาส
5. Steckerlfisch
เยอรมันเป็นประเทศที่มีทะเลสาบน้ำจืดจำนวนมาก
ทำให้ปลาย่างกลายเป็นอาหารประจำชาติอีกอย่างของเยอรมัน Steckerlfisch
ถูกจัดว่าเป็นอาหารที่ทำได้ง่าย
นิยมนำมาย่างกลางแจ้งหรือตามลานเบียร์
6. Eintopf
เนื่องจากเยอรมันค่อนข้างหนาวในช่วงฤดูหนาว
Eintopf หรือ Pichelsteiner จึงกลายเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมในช่วงนั้น
Eintopf เป็นมากกว่าซุป Topf แปลว่าหม้อ
และอาหารจานนี้เป็นการปรุงอาหารที่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์และผัก
ในสมัยก่อนอาหารจานนี้เกิดจากการนำเอาของเหลือมาปรุงรวมกันและไม่มีสูตรตายตัว
แต่ในปัจจุบัน ส่วนผสมหลักคอแครอทและมันฝรั่ง
ธรรมเนียมการทำอาหารจานนี้ยังคงเหมือนเดิมเพราะความง่ายในการปรุง ทำให้อาหารจานนี้เป็นที่นิยมทำตามครัวเรือนและร้านอาหาร
7. Käsespätzle
นอกจากอาหารที่เป็นเนื้อที่ว่ามาทั้งหมดแล้ว
เยอรมันยังมีอาหารมังสวิรัติที่ได้รับความนิยมด้วย Käsespätzle คือSpatzle ซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของก๋วยเตี๋ยว
ทานกับชีส Käse เติมหัวหอมย่างเพื่อเพิ่มรสชาติ ในบางร้านนิยมเสิร์ฟบนกระทะร้อน
8. Lebkuchen
ขนมปังทำจาก
Gingerbread เคลือบด้วยช็อคโกแลต วอลนัท
ผลไม้แห้งและขนมอื่นๆ แม้ว่า Lebkuchen จะขายตลอดทั้งปี แต่ Lebkuchen
เป็นที่นิยมมากที่สุดในเวลาคริสมาสต์ มีพื้นเพมาจาก Nürnberg
9. Rote
Grütze
มาถึงของหวานกันบ้าง
ประเทศเยอรมันมีพื้นที่ป่าจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นเบอร์รี่
คนเยอรมันจึงนำเอาผลไม้เหล่านี้มาทำเป็นของหวาน เช่น สตอเบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, ราสเบอร์รี่, เชอร์รี่,
และอื่นๆ เสิร์ฟคู่กับ Sahne หมายถึงครีม หรือ
Vanillees ซึ่งหมายถึงไอศครีมวนิลา
10. Schwarzwälder
Kirschtorte
อีกหนึ่งผลผลิตจากป่าของเยอรมัน
Schwarzwald หมายถึงป่าดำและ Kirsch
หมายความว่าเชอร์รี่ เค้กช็อคโกแลตที่มีชั้นครีมแทรกหลายๆชั้น ด้านบนเป็นเชอร์รี่ เป็นของหวานอันเลื่องชื่อของประเทศเยอรมัน
ขอบคุณ Website :
http://blogth.eztable.com/post/92018044102/10
มารยาทที่ควรรู้สำหรับการใช้ชีวิตที่เยอรมัน
1. นัดก่อนเสมอ
คนเยอรมันเคร่งครัดเรื่องเวลาและความเป็นส่วนตัว ก่อนที่จะไปหาใครไม่ว่าที่ทำงานหรือที่บ้านให้ส่งเมลไปนัดก่อนเสมอ
เพื่อที่จะให้อีกฝ่ายหนึ่งมีเวลาตั้งตัว อย่าจู่ ๆ
โผล่พรวดเข้าไปเพราะจะทำให้เกิดความตกใจ โกลาหล อลหม่าน
และจะไม่ได้รับการต้อนรับที่ดี
2. อย่าทำให้ใครหยุดชะงักกลางทาง
เมื่อคนเยอรมันเริ่มออกจากอาคารแล้วกำลังมุ่งหน้าไปที่ใดสักแห่งอย่าได้พยายามทักเพื่อให้เขาหยุดเดินแล้วมาสนใจเรา
เพราะก่อนออกจากอาคารเขาได้เช็คตารางการเดินรถเมล์หรือรถไฟไว้แล้ว
และเขากะแล้วว่าเมื่อเริ่มออกจากอาคารเวลานี้จะต้องไปทันรถแน่ ๆ
หากเราทำให้เขาชะงัก เขาจะเสียเวลาไปไม่ทันรถ
เขาจะโกรธเอาได้ ทางที่ดีควรเดินไปคุยกันไป
หรือรอให้ไปถึงสถานีรถไฟฟ้าก่อนแล้วค่อยคุย หรืออาจจะคุยกันในรถไฟฟ้าก็จะดีกว่า เพราะเขาจะมีเวลาคุยด้วยเต็มที่หลังจากขึ้นรถแล้ว
3. อย่าเรียกชื่อหน้า
คนไทยนิยมเรียกชื่อหน้า เช่น คมสัน แต่เราจะเรียกชื่อหน้าของชาวเยอรมันไม่ได้ถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิทกัน
เช่น ดร. กุนเธ่อร์ มันสเก้
เราจะต้องเรียกว่า ดร. มันสเก้ ไม่ใช่
ดร. กุนเธ่อร์
4. ให้จับมือด้วยทุกครั้ง
ชาวเยอรมันถือเรื่องการจับมือ อย่างน้อยในการทักทายควรยื่นมือขวาให้อีกฝ่ายหนึ่งจับ
ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ไม่ต้องคิดว่าจะเป็นการแต๊ะอั๋ง
เพราะไม่มีใครคิดอย่างนั้นกัน ถ้าไม่ยอมจับมือจะเป็นการแสดงความรังเกียจอีกฝ่าย
เวลาจับมือให้บีบแรงพอสมควร อย่าเกรงใจจนไม่ออกแรงบีบมือเลย
เพราะคนเยอรมันจะถือว่าเหมือนกับเราไม่พอใจจะจับมือเขา
แต่ก็อย่าบีบแรงเกินไปจนอีกฝ่ายหนึ่งเจ็บ
5. อย่าใส่หมวกเข้าไปในอาคาร
ให้ถอดหมวกทุกครั้งที่เข้าไปในอาคาร และหากพบกับใครนอกอาคาร
ก็ควรถอดหมวกออกก่อนในเวลาที่กล่าวทักทายกันแล้วใส่กลับไปใหม่
6. ชายหญิงเท่าเทียมกัน
อย่าพยายามมองว่าหญิงชาวเยอรมันจะทำอะไรสู้ผู้ชายไม่ได้
บางทีเมื่อเราอยู่บนรถเมล์แล้วเห็น ผู้หญิงยืนอยู่แล้วเราลุกให้เขานั่ง
ถือว่าเป็นการสบประมาท เพราะเขาจะมองว่าเราดูถูกความสามารถของเขา
เนื่องจากเขาถือว่าชายหญิงแข็งแรงเท่ากัน หญิงเยอรมันสร้างชาติกลับคืนมาหลังจากความพินาศย่อยยับหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
และนายกรัฐมนตรีก็เป็นหญิง (นางอังเกล่า แมเกิ้ล)
7. อย่าลัดคิวเด็ดขาด
คนเยอรมันถือเรื่องคิวมาก ๆ ใครบังอาจลัดคิวมีเรื่องถึงเรียกตำรวจมาตักเตือน
หรือไม่ทุกคนก็จะมองอย่างรังเกียจ
8. การแยกขยะถือเป็นมารยาทสำคัญ
ถังขยะที่เยอรมันจะมีหลายสีสำหรับขยะหลายประเภท เช่น กระดาษ พลาสติก
แก้ว และเศษขยะ การทิ้งขยะในถังขยะไม่ถูกประเภทจะถูกมองว่าเป็นคนไร้การศึกษา
เพราะชาวเยอรมันได้รับการสอนเรื่องการแยกขยะมาตั้งแต่เด็ก
9. คนเยอรมันรักความสะอาด
อย่าพยายามทำให้ห้องรกรุงรัง ทั้งห้องทำงานและห้องที่บ้านพัก
เพราะถ้าเพื่อน ๆ เข้ามาเห็นสภาพความรกรุงรังแล้วจะรับไม่ได้
เพราะคนเยอรมันชอบความสะอาด ชาวเยอรมันจะชอบให้ทุกอย่างสะอาดแบบหมดจดทั้งในที่สาธารณะและที่ส่วนตัว
ดังนั้นเราต้องหมั่นทำความสะอาดห้องต่าง ๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของเราอยู่เสมอ
10. อย่าข้ามถนนในที่ ๆ ไม่ได้จัดไว้ให้ข้าม
คนจะข้ามถนนได้ก็ต่อเมื่อมีทางม้าลายและมีสัญญาณไฟให้ข้ามได้เท่านั้น
ก่อนข้ามเราต้องกดขอสัญญาณก่อน
จากนั้นรอสักพักจะมีไฟเขียวให้เราข้ามได้ หากยังเป็นไฟแดงแม้ว่าไม่มีรถก็อย่าข้าม
เพราะหนึ่ง อาจจะมีรถมาอย่างเร็วมากและชนเราได้
เขาจะไม่ผิดด้วย เพราะสัญญาณบอกให้เขาไปได้
และสอง อาจมีตำรวจดักปรับเราอยู่อีกฝั่งหนึ่ง
11. ก่อนเข้าไปซื้อของ ถ้ามีกระเป๋าให้ฝากไว้ที่ล็อคเกอร์ก่อน
สังเกตว่าซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งจะมีล็อคเกอร์จัดไว้ให้ลูกค้า
เราต้องมีเหรียญ 1 ยูโรติดตัวไว้
เพื่อที่จะเอาไว้เช่าล็อคเกอร์ (จะได้คืนเมื่อกลับมาเอาของ)
หากไม่ยอมฝากของไว้ก่อน ตอนออกมาจ่ายเงินจะถูกค้นกระเป๋า
ทำให้เสียเวลามาก และเกิดความหงุดหงิดทั้งเราและทั้งฝ่ายผู้ขาย
นอกเสียจากบางห้างที่มีระบบกันขโมยอยู่แล้วจะไม่ต้องฝากกระเป๋า
เพราะถ้าใครหยิบอะไรติดออกมาโดยไม่จ่ายเงินรับรองมีเสียงดังเกิดขึ้นแน่นอน
12. เวลาทักคนเยอรมัน ควรเริ่มทักเป็นภาษาเยอรมัน
อย่าคิดว่าคนเยอรมันจะรู้ภาษาอังกฤษ เขาอาจจะรู้บ้างแต่ไม่รู้มาก เมื่อเขาเห็นว่าเราเป็นคนต่างชาติเขาจะไม่เข้ามาทักเราก่อนค่อนข้างแน่นอน
เพราะกลัวว่าจะพูดอังกฤษไม่ถูก ดังนั้น เราจึงควรแสดงความเป็นมิตรก่อนโดยการพูดภาษาเยอรมันสักคำ
เช่น กู๊ด-เท่น-ท๊าค แปลว่าสวัสดีครับ
หรือสวัสดีค่ะ อย่างน้อยเขาเห็นว่าเรามาแบบเป็นมิตร
คนเยอรมันก็จะพยายามช่วยเรา โดยปกติคนเยอรมันจะใจดี
แต่เขากลัวว่าจะสื่อสารกับเราไม่รู้เรื่องเพราะเป็นเขาเองที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ
13. เวลาพูดกับคนเยอรมันอย่าเยิ่นเย้อ ให้ตรงประเด็นไปเลย
คนเยอรมันเป็นคนตรง ๆ ไม่ชอบเวลาใครพูดอะไรเยิ่นเย้อ ถ้าเราอยากจะขออะไรจากคนเยอรมันก็ขอตรง ๆ ถ้าเขาทำได้ก็จะบอกว่าได้
ถ้าไม่ได้ก็จะบอกว่าไม่ได้ ไม่มีคำตอบแบบห้าสิบห้าสิบชนิดที่ต้องมาตีความกันว่าตกลงเขาจะให้หรือไม่ให้
อะไรอย่างนี้คนเยอรมันไม่มี ภาษาอังกฤษแบบสุภาพและวกไปวนมากว่าจะเข้าเรื่องนั้นอาจจะดีหากใช้กับคนอังกฤษ
แต่สำหรับคนเยอรมันแล้วจะคิดว่า "นี่เขาต้องการอะไรกันแน่
เห็นฉันเป็นตัวตลกหรือมีเวลาว่างมากนักหรืออย่างไร
ถึงได้พูดเสียอ้อมค้อมอย่างนั้น" สรุปแล้วตรงไปตรงมากับคนเยอรมันจะดีที่สุด
14. ต้องมีเหตุผล
ถึงคนเยอรมันจะเป็นคนตรง ๆ ขออะไรก็ขอได้ตรง
ๆ แต่ต้องมีเหตุผล ไม่ใช่ว่าจู่ ๆ มาขอโดยไม่มีเหตุผล เขาจะไม่ยอมให้แน่ คนเยอรมันต้องการเหตุผลที่เป็นความจริง
(Fact) มากกว่าเหตุผลที่เป็นความรู้สึก
เราจึงต้องบอกว่า เพราะอย่างนี้มันถึงต้องมาขอ
ไม่ใช่บอกว่า ขอเถ๊อะ ขอเถ๊อะ ขอช่วยเราหน่อยเถ๊อะ แบบนี้คนเยอรมันจะว่าท่าจะบ้า ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย
แบบนี้คงช่วยไม่ได้
15.ทำตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด
คนเยอรมันเวลาจะทำอะไรนั้นจะประชุมกันก่อน เมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็จะลงมือปฏิบัติตามนั้นแบบเป๊ะ ๆ ไม่มีการนอกคอก หากใครเกิดนอกคอกคนอื่นจะงงทันทีว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น
ไหนพูดกันไว้แล้วทำไมถึงไม่ทำตามที่ตกลงกันไว้ จะเกิดความสับสนทันที ดังนั้นหากต้องการจะเปลี่ยนแปลงอะไรควรต้องกลับมาประชุมกันอีกครั้งก่อนเพื่อตกลงกันใหม่
ไม่ใช่อยู่ ๆ ก็ทำตามใจตัวเองทันที
16. อย่าพูดเล่นถ้าไม่สนิท
คนเยอรมันถือว่าความจริงจังเป็นมารยาททางสังคม หากไม่ใช่เพื่อนสนิทกันอย่าพยายามพูดเรื่องตลก โจ๊ก หรือเรื่องล้อเล่นใด ๆ อย่างเด็ดขาด เขาจะมองว่าเราเป็นคนต่ำชั้นกว่าทันที
ในการนำเสนออะไรให้คนเยอรมันฟังต้องเคร่งครัดเรื่องโครงสร้างการนำเสนอ
ใช้คำพูด ท่าทาง และน้ำเสียงที่จริงจัง นำเสนอแต่ข้อมูลที่เป็นความจริง
(Fact) อะไรที่คาดเดาเอาเองไม่ให้นำเสนอ
และอะไรที่เป็นมุขตลกอย่าได้นำเสนอ แต่ถ้าเมื่อไรสนิทกันแล้วคนเยอรมันจะกลายเป็นคนที่สนุกสนานและเอาแต่คุยเรื่องตลก
ก็แปลกดี
17. คนเยอรมันตัดสินใจด้วยข้อมูลรอบด้าน
อย่าได้ให้ข้อมูลด้านเดียว จงให้ข้อมูลทุกเรื่องและทั้งด้านดีและด้านไม่ดี
เช่น หากมีคนสมัครเข้าทำงานอยู่ 10
คน อย่ากระโจนบอกว่าคนที่ดีคือคนที่ 1
3 และ 5 แต่จงไล่มาทีละคนว่าคนแรกเป็นใคร
ดีอย่างไร ไม่ดีอย่างไร ต่อมาคนที่สองเป็นอย่างไร
ดีอย่างไร ไม่ดีอย่างไร ทำอย่างนี้จนครบทุกคน
จากนั้นให้สร้างเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินขึ้นมา แล้วตัดสินไปตามเกณฑ์ ทำอย่างนี้อาจจะใช้เวลามากสักหน่อย
แต่คนเยอรมันอดทนที่จะฟังข้อมูลให้ครบทุกด้านได้อย่างน่าประหลาดใจ
เขาจะไม่พยายามตัดสินใจถ้าไม่ได้ฟังครบทุกด้านก่อน
18. รักษาตำแหน่งของตัวเอง
เมื่อคนเยอรมันได้รับมอบหมายให้ทำอะไรในตำแหน่งไหนแล้ว
เขาจะรับผิดชอบในตำแหน่งนั้นอย่างถึงที่สุด ไม่ทิ้งตำแหน่งของตัวเอง
นั่นคือการทำงานแบบเป็นกลไก (mechanism) สไตล์เยอรมันขนานแท้
เมื่อกลไกส่วนอื่นส่งงานมาให้เขา ทุกคนจะคาดหวังได้ว่าเขาจะต้องสานต่อได้
เหมือนสายพานการผลิต ไม่มีใครที่อยู่ ๆ ก็หายไปจากตำแหน่งของตัวเอง วิธีคิดเช่นนี้สังเกตได้ในการเล่นฟุตบอลของทีมชาติเยอรมัน อาจจะดูแข็ง ๆ และไร้จินตนาการ แต่ทุกคนรักษาตำแหน่งอย่างแข็งขันและเป็นระเบียบ
แต่ข้อเสียของระบบนี้ก็คือหากมีใครหายไปสักตำแหน่งก็รวนกันทั้งระบบ
ดูอย่างตอนที่แพ้สงครามโลกครั้งที่สองก็เพราะบางตำแหน่งโดนโจมตีพังไป
ทำให้ต่อเกมส์กันไม่ติด ไม่มีการรวมศูนย์การตัดสินใจที่สามารถปรับเปลี่ยนระบบได้อย่างยืดหยุ่นพอ
เมื่อต่างคนต่างคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อไปก็ไม่ทันเสียแล้ว
19. งานมาก่อน ความสัมพันธ์ส่วนตัวมาทีหลัง
เวลาทำงานกับคนเยอรมัน เริ่มต้นมาก็ให้แนะนำตัวแค่บอกชื่อตัวเองก็พอ อย่าเสียเวลาคุยเรื่องส่วนตัวนาน ให้เข้าเรื่องงานเลยว่าตกลงพวกเราต้องทำอะไรกันบ้าง
แล้วก็ตกลงว่าเราควรจะทำอย่างไร จากนั้นก็ทำไปตามที่ตกลงกัน
เพื่อนเยอรมันคนหนึ่งเคยไปสิงคโปร์บอกว่ากว่าจะเริ่มงานได้
ชาวสิงคโปร์พูดคุยทำความรู้จักกันนานมาก จนเขารำคาญ ผมก็ว่ามันไม่เหมือนกัน
ที่เอเชีย ความสัมพันธ์มาก่อน งานมาทีหลัง
ถ้าความสัมพันธ์ไม่ดีงานจะไม่เดิน เพื่อนเยอรมันก็บอกว่าที่เยอรมันงานมาก่อน ความสัมพันธ์มาทีหลัง
ถ้างานสำเร็จเสร็จเรียบร้อยแล้ว คนเยอรมันจะแสดงความเป็นมิตร
เช่น พูดชวนไปทานกาแฟ เป็นต้น
นั่นแสดงว่าเขาเปิดใจมาให้เราเป็นมิตรกับเขาแล้ว
20. ไม่ต้องกังวลถ้าคนเยอรมันไม่พูดชมซึ่งหน้า แต่เขาจะช่วยเราในเวลาคับขัน
คนเยอรมันเวลาชื่นชมผลงานของใครจะไม่พูดออกมาตรง ๆ ว่าชอบ
แต่จะแสดงออกว่าชอบคน ๆ นี้โดยการหยิบยื่นช่วยเหลือให้ในยามคับขัน
ดังนั้นไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้คำพูดหวาน ๆ จากคนเยอรมัน
แต่พวกเขากลับสามารถพึ่งพาได้อย่างดียิ่งเมื่อเกิดเรื่องร้ายแรงที่เราจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือ
แต่ถ้าอยากรู้จากปากของเขาว่าเขาชอบงานของเราไหม ให้เอ่ยชมงานของเขาก่อน แล้วเขาจะเปิดใจพูดถึงงานเราบ้าง
ขอบคุณ Website : http://tourismlogistics.com/index.










































































ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น